วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

กลุ่มดาวจักรราศี

กลุ่มดาวจักรราศี

 
ก็ตั้งแต่ต้น บอกแล้ววันนี้จะชวนสาว Chic ดูดาว ก่อนจะชวนคุยอะไรต่อมิอะไร คงจะต้องมาเข้าใจพื้นฐานการดูดาวเสียก่อน เริ่มเลยนะคะ
เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ มาทำความรู้จักกับท้องฟ้า
Zodiacเมื่อเรายืนอยู่ในที่โล่งแจ้ง เช่น ทุ่งโล่งหรือชายทะเล และสังเกตท้องฟ้า เราจะเห็นว่าท้องฟ้ารูปครึ่งทรงกลมครอบเราอยู่ เรียกว่า “ทรงกลมท้องฟ้า (Celestial Sphere))” โดยเราจะอยู่ที่จุดศูนย์กลางเสนอพื้นดินที่เรายืนอยู่ เป็นระนาบขนาดใหญ่ ที่เราเรียกว่า “ระนาบขอบฟ้า (Horizontal Plane)” เส้นขอบฟ้า (Horizontal line) จะเป็นเส้นรอบวงที่ล้อมรอบผู้สังเกตที่อยู่ไกลลิบ มองเห็นเป็นรอยต่อระหว่างทรงกลมท้องฟ้ากับพื้นดิน นอกจากนี้ ยังมีตำแหน่งสำคัญบนทรงกลมท้องฟ้า ที่เราควรรู้จัก คือ “จุดเหนือศีรษะ (Zenith)”
Zodiacสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ ก็คือ การรู้จักทิศบนโลก เราใช้หลักเกณฑ์อย่างใดในการกำหนดทิศบนโลกพร้อมให้เหตุผลประกอบการที่โลกหมุนรอบตัวเองไปทางทิศเดียวกับการโคจรรอบดวงอาทิตย์นักวิทยาศาสตร์ จึงได้กำหนดให้ทิศที่โลกหมุนไปเป็นทิศตะวันออก ส่วนทิศที่อยู่ตรงข้ามกับการหมุนของโลกเป็นทิศตะวันตก ดังนั้นขณะที่โลกหมุนรอบตัวเองทิศจึงติดไปกับโลกตลอดเวลา ดังภาพ แสดงทิศเมื่อเทียบกับผู้สังเกต ณ ตำแหน่งต่างๆ
เมื่อโลกหมุนพาสังเกตไปอยู่ ณ ตำแหน่ง 1 และ 3 ผู้สังเกตจะเห็นดวงอาทิตย์อยู่ทิศเดียวกันหรือไม่ เพราะเหตุใด เมื่อผู้สังเกตมาอยู่ ณ ตำแหน่งที่ 1 2 3 และ 4 จะเป็นเวลาประมาณเท่าใด เมื่อเรามีความเข้าใจในเรื่องทรงกลมท้องฟ้าและระนาบขอบฟ้า รวมทั้งหลักเกณฑ์การกำหนดทิศบนโลกแล้ว ให้เรากำหนด เหนือ-ใต้ ตะวันออก-ตะวันตก ณ ตำแหน่งที่เรายืนอยู่ จากนี้ ให้เราสังเกตการเคลื่อนที่ของวัตถุท้องฟ้า เช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวต่าง ๆ เป็นต้น
วัตถุท้องฟ้ามีการเคลื่อนที่อย่างไร ทำไมเราจึงสังเกตเห็นวัตถุท้องฟ้ามีการเคลื่อนที่ในแต่ละวัน ถึงตรงนี้ คงเข้าใจคำบางคำตามหลักดาราศาสตร์กันแล้ว จะได้ไปดูดาวกันเสียที
การสังเกตดาวระยิบระยับอยู่เต็มท้องฟ้า 
ในสมัยโบราณนั้น มลภาวะทางแสงจะน้อยกว่าปัจจุบัน จะเห็นดาวฤกษ์ดาดดื่นเต็มท้องฟ้าไปหมด และสังเกตเห็นการอยู่รวมกันของกลุ่มดาวฤกษ์เป็นกลุ่มเป็นพวก ที่เราเรียกกันว่า กลุ่มดาว (Constellation ซึ่งมาจากคำว่า Con แปล ว่าอยู่ด้วยกัน กับคำว่า Stella แปลว่า ดาวฤกษ์) ทำให้คนในสมัยโบราณได้จินตนาการกลุ่มดาวบนท้องฟ้า เป็นรูปคน รูปสัตว์ต่างๆ กัน โดยเมื่อ 2,000 ปีก่อน พโทเลมี นักปราชญ์ชาวกรีกได้แบ่ง กลุ่มดาวเอาไว้จำนวน 48 กลุ่ม โดยไม่ได้มีกลุ่มดาวทางซีกฟ้าใต้ เนื่องจากไม่ได้เห็นบนท้องฟ้า จนกระทั้งปี ค.ศ. 1930 องค์การดาราศาสตร์สากล ( Internation Astronomical Union หรือ IAU) ได้ตกลงแบ่งเขตกลุ่มดาวให้ชัดเจนขึ้น โดยกำหนดใช้พิกัด R.A และ Dec กำหนดกลุ่มดาวทั่วท้องฟ้า และแบ่งกลุ่มดาวฤกษ์ออกเป็น 88 กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มกำหนดไว้ในรูปของตัวบุคคล เครื่องมือสัตว์ต่าง ๆ ในเทพนิยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทพนิยายกรีก ซึ่งเป็นนิยายปรัมปราที่มีการเล่าขานสืบต่อมาตั้งแต่ครั้งอดีตกาล และยังเป็นที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน การกำหนดเช่นนี้ทำให้การจดจำกลุ่มดาวต่าง ๆ ง่ายขึ้นเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังทำให้การดูดาวมีความสนุกสนานเพลิดเพลิน
สำหรับประเทศไทยซึ่งมีตำแหน่งบนโลกคือ ละติจูดประมาณ 15 องศาเหนือ ณ ตำแหน่งนี้คนไทย จะเห็นกลุ่มดาวได้ราว 74 กลุ่ม ครอบคลุมพื้นที่ระหว่าง Dec. +90 องศาเหนือถึง Dec.-75 องศาใต้ ดังนั้นเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ เราจะแบ่งกลุ่มดาวออกเป็นส่วนๆ คือ
1) กลุ่มดาวซีกฟ้าเหนือ โดยการใช้แนวเส้นศูนย์สูตรฟ้า (Dec 0 องศา) เป็นตัวแบ่ง นับไปทางขั้วฟ้าเหนือ (Dec +90) ซึ่งแนวเส้นศูนย์สูตรฟ้านี้จะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของผู้สังเกตเป็นหลัก ถ้าผู้สังเกตอยู่ซีกฟ้าเหนือ เส้นศูนย์สูตรฟ้าของเฉียงค่อนไปทางใต้ ห่างจากจุดกลางศีรษะเราเท่ากับตำแหน่งละติจูดที่ผู้สังเกตอยู่ เช่นประเทศไทย อยู่ละติจูด 13.5 องศาโดยเฉลี่ย(ตำแหน่งของกรุงเทพฯ) เส้นศูนย์สูตรฟ้าจะเองค่อนไปทางใต้ 13.5 องศาด้วยเช่นกัน
ZodiacZodiac
2) กลุ่มดาวซีกฟ้าใต้ โดยการใช้แนวเส้นศูนย์สูตรฟ้า (Dec 0 องศา) เป็นตัวแบ่ง นับไปทางขั้วฟ้าใต้ (Dec -90)
ZodiacZodiac
3) กลุ่มดาวจักรราศี คือกลุ่มดาวที่อยู่ในแนวที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนผ่าน เราเรียกเส้นนี้ว่า สุริยวิถี (Ecliptic) เคลื่อนที่ผ่านกลุ่มดาวที่แน่นอน 12 กลุ่มในรอบ 1 ปี การสังเกตกลุ่มดาวจักรราศีนี้จะอยู่ใกล้เคียงกับแนวเส้นศูนย์สูตรฟ้า โดยมีตำแหน่งห่างมากที่สุด 23.5 องศา เท่ากับแกนเอียงของโลก ปัจจุบันตำแหน่งสูงสุดทางซีกฟ้าเหนืออยู่บริเวณกลุ่มดาวคนคู่ (Gemini) และตำแหน่งต่ำสุดทางซีกฟ้าใต้อยู่บริเวณกลุ่มดาวคนยิงธนู (Sagittarius) การไล่ตำแหน่งกลุ่มดาวจักรราศี จะไล่จากทิศตะวันตกไปตะวันออกบนท้องฟ้า
4) กลุ่มดาวแนวทางช้างเผือก เป็นการคาบเกี่ยวระหว่างข้อ 1 ถึง 3 เป็นแนวกลุ่มดาวพิเศษที่แยกมาเพื่อง่ายต่อการจดจำอีกวิธีหนึ่ง เนื่องจากแนวทางช้างเผือกนั้นจะมีแนวผ่านกลุ่มดาวที่แน่นอนบนท้องฟ้า ซึ่งตำแหน่งศูนย์กลางของทางช้างเผือกนั้นจะอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างกลุ่มดาว แมงป่อง (บริเวณหาง) กับกลุ่มดาวคนยิงธนู ใกล้กับแนวเส้นสุริยะวิถี (Ecliptic) ทำมุมระหว่างกัน 60 องศา โดยจะไล่ไปทางซีกฟ้าเหนือผ่านไปทางกลุ่มดาวนกอินทรีย์(Aquila) ลูกธนู(Sagitta) หงส์(Cygnus) เซเฟอุส(Cepheus) คาสสิโอเปีย(Cassiopeia) เปอร์เซอุส(Perseus) สารถี(Auriga) คนคู่(Gemini) ม้ายูนิคอน(Monoceros) สุนัขใหญ่(Canis Major) ท้ายเรือ(Pupis) ใบเรือ(Vela) กระดูกงูเรือ(Carina) บางเขนใต้(Crux) ม้าครึ่งคน(Centaurus) แท่นบูชา(Ara) และ แมงป่อง(Scorpius) ครบรอบ
Zodiacทางดาราศาสตร์ (Astronomy) พื้นฐานที่เราเคยเรียนมาตั้งแต่เด็กๆ ก็คือ การหมุนรอบตัวเองของโลก ทำให้เกิดกลางวัน กลางคืน การโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ทำให้เวลาและฤดูกาลผ่านไป โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ กินเวลา 1 ปีี ดวงจันทร์หมุนรอบโลก เกิดการเปลี่ยนรูปร่างที่เรียกว่า "ข้างขึ้น-ข้างเแรม" ถ้าสังเกตให้ดีดวงจันทร์เทียบกับดาวฤกษ์หรือกลุ่มดาว จะเห็นดวงจันทร์เคลื่อนผ่านไปตามกลุ่มดวง 12 กลุ่ม เมื่อติดตามการปรากฎของกลุ่มดาวทั้ง 12 กลุ่มนี้อย่างละเอียด พบว่า ในขณะที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์จากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออกนั้น เส้นทางที่ ดวงอาทิตย์ปรากฏโคจรไปบนท้องฟ้าผ่านกลุ่มดาวต่าง ๆ ในรอบปีหนึ่งๆ นั้น เรียกว่า สุริยวิถี (Ecliptic) เส้นนี้พาดจากขอบฟ้าทิศตะวันออก ผ่านกลาง ฟ้าเหนือศีรษะไป ทางขอบฟ้าทิศตะวันตก ดวงอาทิตย์ก็เคลื่อนผ่านกลุ่มดาวทั้ง 12 กลุ่มนี้เช่นกัน เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนผ่านกลุ่มดาว 12 กลุ่ม ครบรอบจะสัมพันธ์กับรอบการเกิดฤดูกาลบนโลกพอดี ช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนผ่านกลุ่มดาว 12 กลุ่มครบรอบกำหนดให้เป็นเวลา 1 ปี บรรดาดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และ ดวงนพเคราะห์ ต่างเคลื่อนที่ในแนวแถบเส้นสุริยวิถี (Ecliptic) ผ่านกลุ่มดาวทั้ง 12 กลุ่ม ซึงเราเรียกลุ่มดาวกลุ่มนี้ว่า กลุ่มดาวจักรราศี (Zodiac) ทั้ง 12 และนี่เองที่ทางโหราศาสตร์์ (Astrology) อันเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการทำนาย และการพยากรณ์โชคชะตา (Horoscope) ของมนุษย์, ปรากฏการณ์ต่างๆ ของบ้านเมือง และของโลก ได้อาศัยตำแหน่งของดวงดาวต่างๆ บนท้องฟ้าเป็นเครื่องชี้ แล้วบันทึกไว้เป็นสถิติในการทำนายทายทัก เพราะเชื่อว่า แต่ละคนมีช่่วงเวลาเกิดต่างกัน ย่อมมีดวงดาวแลtธาตุประจำตัวที่ต่างกันไป ซึ่งมีอิทธิพลกับบุคคลิก ลักษณะนิสัย และการดำรงชีวิต ของแต่ละบุคคล เรื่องนี้เป็นอีกเื่รื่่องที่สาวๆ ชอบกันนักหนา
Zodiacกลุ่มดาวจักรราศี (Zodiac) ทั้ง 12
Zodiac คำนี้มาจากภาษาละติน คำว่า zōdiacus , มาจากภาษากรีก ζωδιακός κύκλος (zōdiakos kuklos) หมายถึง " วงกลมของสัตว์ " (Circle of animal), ζώδιον (zōdion) ζῶον (zōon) หมายถึง "สัตว์เล็กๆ " (Animal) และ ได้ใช้สัตว์ชนิดต่างๆ บนวงกลม เป็นตัวแทนสัญลักษณ์ ส่วนคำไทย ใช้คำว่า จักรราศี หมายถึง วงล้อ วงกลม ของกลุ่มดาวรูปต่างๆ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 12 ส่วน แทนด้วยสัตว์จริง หรือสัตว์สมมุติ
กลุ่มดาวจักรราศี (Zodiac) ทั้ง 12 คือ กลุ่มดาวฤกษ์ 12 กลุ่มที่ปรากฏอยู่ตามแนวเส้นสุริยวิถี (Ecliptic) ฮิปปาร์คัส ( Hipparchus )แบ่งแถบเส้นสุริยวิถี (Ecliptic) ซึ่งเป็นแถบกว้าง 16 องศา กว้างวัดจากสุริยะวิถี (Ecliptic) ไปข้างละ 8 องศา รอบท้องฟ้าออกเป็น 12 ส่วน แต่ละส่วนกว้าง 30 องศา ทุกราศีมีดาวฤกษ์ประจำอยู่ 1 กลุ่ม จึงเรียกกลุ่มดาว 12 ราศี เวลาดูในท้องฟ้า จะเห็นกลุ่มดาว 12 ราศีเรียงตามลำดับ จาก ทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก และจะมีชื่อเรียกตามกลุ่มดาวที่อยู่ในแถบแนวเส้นสุริยวิถี (Ecliptic) นี้ว่า " เครื่องหมาย หรือ สัญลักษณ์จักรราศี (Sign of the Zodiac) "
ชื่อกลุ่มดาว
สัญลักษณ์ีจักรราศี
ภาพกลุ่มดาว
ธาตุ
ตำแหน่ง,เวลาที่เห็นชัดเจน
แกะ
Aeries
ราศีเมษ
Zodiac
Zodiac
ไฟ
ระหว่างละติจูด 90 และ -60 องศา. ในเดือนธันวาคม (เวลา 21:00 น)
วัว
Taurus
ราศีพฤษภ
Zodiac
Zodiac
ดิน
ระหว่างละติจูด 90 และ -65 องศา. ในเดือนมกราคม (เวลา 21:00 น)
คนคู่
Gemini
ราศีเมถุน
Zodiac
Zodiac
ลม
ระหว่างละติจูด 90 และ -60 องศา.ในเดือนกุมภาพันธ์
ปู
Cancer
ราศีกรกฎ
Zodiac
Zodiac
น้ำ
ระหว่างละติจูด 90 และ -60 องศา. ในเดือนมีนาคม (เวลา 21:00 น)
สิงโต
Leo
ราศีสิงห์
Zodiac
Zodiac
ไฟ
ระหว่างละติจูด 90 และ -65 องศา. ในเดือนเมษายน(เวลา 21:00 น)
หญิงสาว
Virgo
ราศีกันย์
Zodiac
Zodiac
ดิน
ระหว่างละติจูด 80 และ -80 องศา. ในเดือนพฤษภาคม (เวลา 21:00 น)
คันชั่ง
Libra
ราศีตุลย์
Zodiac
Zodiac
ลม
ระหว่างละติจูด 65 และ -90 องศา. ในเดือนมิถุนายน (เวลา 21:00 น)
แมงป่อง
Scorpio
ราศีพิจิก
Zodiac
Zodiac
น้ำ
ระหว่างละติจูด 40 และ -90 องศา. ในเดือนกรกฎาคม (เวลา 21:00 น)
คนยิงธนู
Sagittarius
ราศีธนู
Zodiac
Zodiac
ไฟ
ระหว่างละติจูด 55 และ -90 องศา. ในเดือนสิงหาคม (เวลา 21:00 น)
แพะทะเล
Capricorn
ราศีมกร
Zodiac
Zodiac
ดิน
ระหว่างละติจูด 60 และ -90 องศา.
ในเดือนกันยายน (เวลา 21:00 น)
คนแบบหม้อน้ำ
Aquarius
ราศีกุมภ์
Zodiac
Zodiac
ลม
ระหว่างละติจูด 65 และ -90 องศา.
ในเดือนตุลาคม (เวลา 21:00 น)
ปลา
Pisces
ราศีมีน
Zodiac
Zodiac
น้ำ
ระหว่างละติจูด 90 และ -65 องศา. ในเดือนพฤศจิกายน (เวลา 21:00 น)

วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554

ดาวเสาร์(Saturn)

ดาวเสาร์Saturn  

ดาวเสาร์ (อังกฤษ: Saturn) เป็นตัวแทนของเทพแซทเทิร์น (Saturn) เทพแห่งการเพาะปลูกในตำนานของชาวโรมัน ส่วนในตำนานกรีกมีชื่อว่า โครนอส (Cronos) ซึ่งเป็นบิดาแห่งซูส (Zeus) เทพแห่งดาวพฤหัสบดี โดยดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 6 ที่ระยะทาง 1,433 ล้านกิโลเมตร จัดเป็นดาวเคราะห์แก๊ส มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในระบบสุริยะรองจากดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์มีวงแหวนขนาดใหญ่ ที่ประกอบขึ้นจากก้อนหินที่มีน้ำแข็งปะปน
ดาวเสาร์มีรูปร่างป่องออกตามแนวเส้นศูนย์สูตร ที่เรียกว่าทรงกลมแป้น (oblate spheroid) เส้นผ่านศูนย์กลางตามแนวขั้วสั้นกว่าตามแนวเส้นศูนย์สูตรเกือบ 10% เป็นผลจากการหมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็ว ดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ก็มีลักษณะเป็นทรงกลมแป้นเช่นกัน แต่ไม่มากเท่าดาวเสาร์ ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวในระบบสุริยะ ที่มีความหนาแน่นเฉลี่ยน้อยกว่าน้ำ (0.70 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร) อย่างไรก็ตาม บรรยากาศชั้นบนของดาวเสาร์มีความหนาแน่นน้อยกว่านี้ ขณะที่ที่แกนมีความหนาแน่นมากกว่าน้ำ วงแหวนของดาวเสาร์ประกอบไปด้วย เศษหินและน้ำแข็งขนาดเล็ก เรียงตัวอยู่ในระนาบเดียวกัน และวงแหวนของดาวเสาร์ก็ประกอบไปด้วย วงแหวนย่อยๆมากมาย ความจริงแล้ววงแหวนดาวเสาร์นั้นบางมาก โดยมีความหนาเฉลี่ยเพียง 500 กิโลเมตรเท่านั้น แต่เศษวัตถุในวงแหวนมีความสามารถในการสะท้อนแสงดี และกว้างกว่า 80,000 กิโลเมตร จึงสามารถสังเกตได้จากโลก

ลักษณะเฉพาะทางกายภาพ
ดาวเสาร์มีรูปร่างป่องออกตามแนวเส้นศูนย์สูตร ที่เรียกว่าทรงกลมแป้น (oblate spheroid) เส้นผ่านศูนย์กลางตามแนวขั้วสั้นกว่าตามแนวเส้นศูนย์สูตรเกือบ 10% เป็นผลจากการหมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็ว ดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ก็มีลักษณะเป็นทรงกลมแป้นเช่นกัน แต่ไม่มากเท่าดาวเสาร์ ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวในระบบสุริยะ ที่มีความหนาแน่นเฉลี่ยน้อยกว่าน้ำ (0.70 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร) อย่างไรก็ตาม บรรยากาศชั้นบนของดาวเสาร์มีความหนาแน่นน้อยกว่านี้ ขณะที่ที่แกนมีความหนาแน่นมากกว่าน้ำ วงแหวนของดาวเสาร์ประกอบไปด้วย เศษหินและน้ำแข็งขนาดเล็ก เรียงตัวอยู่ในระนาบเดียวกัน และวงแหวนของดาวเสาร์ก็ประกอบไปด้วย วงแหวนย่อยๆมากมาย ความจริงแล้ววงแหวนดาวเสาร์นั้นบางมาก โดยมีความหนาเฉลี่ยเพียง 500 กิโลเมตรเท่านั้น แต่เศษวัตถุในวงแหวนมีความสามารถในการสะท้อนแสงดี และกว้างกว่า 80,000 กิโลเมตร จึงสามารถสังเกตได้จากโลก
 
วงแหวน  
ประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กจำนวนมากนับไม่ถ้วน ที่มีขนาดตั้งแต่ไม่กี่ไมโครเมตรไปจนถึงหลายเมตร กระจุกตัวรวมกันอยู่และโคจรไปรอบๆ ดาวเสาร์ อนุภาคในวงแหวนส่วนใหญ่เป็นน้ำแข็ง มีบางส่วนที่เป็นฝุ่นและสสารอื่น


ดวงจันทร์บริวาร
ดาวเสาร์มีดวงจันทร์ซึ่งได้รับการยืนยันวงโคจรแล้ว 60 ดวง โดย 53 ดวงในจำนวนนี้มีชื่อเรียกแล้วและส่วนใหญ่มีขนาดค่อนข้างเล็ก แต่ก็มีอยู่ 7 ดวงที่มีขนาดใหญ่พอที่จะคงสภาพตัวเองเป็นทรงกลมได้ (ดังนั้นดวงจันทร์เหล่านี้อาจได้รับการจัดเป็นดาวเคราะห์แคระหากพวกมันโคจรรอบดวงอาทิตย์โดยตรง) นอกจากจะมีวงแหวนที่กว้างและหนาแน่นแล้ว ระบบดาวเสาร์ยังเป็นระบบดาวเคราะห์ที่มีความหลากหลายมากที่สุดภายในระบบสุริยะอีกด้วย ตัวอย่างเช่น ดวงจันทร์ที่มีชื่อเสียงอย่างดวงจันทร์ไททัน ที่มีชั้นบรรยากาศคล้ายคลึงกับโลก ทั้งยังมีภูมิทัศน์เป็นทะเลสาบไฮโดรคาร์บอนและโครงข่ายแม่น้ำ และดวงจันทร์เอนเซลาดัสที่ซ่อนแหล่งน้ำไว้ภายใต้พื้นผิวของมัน เป็นต้น
ดวงจันทร์ 22 ดวงของดาวเสาร์เป็นบริวารที่มีวงโคจรปกติ คือ มีวงโคจรไปในทางเดียวกับดาวดวงอื่น ๆ และเอียงทำมุมกับเส้นศูนย์สูตรของดาวเสาร์ไม่มากนัก นอกจากบริวาร 7 ดวงหลักแล้ว มี 4 ดวงเป็นดวงจันทร์โทรจัน (หมายถึงกลุ่มดวงจันทร์เล็ก ๆ ที่โคจรไปตามเส้นทางของดวงจันทร์ดวงใหญ่กว่าอีกดวงหนึ่ง) อีก 2 ดวงเป็นดวงจันทร์ร่วมวงโคจร และอีก 2 ดวงโคจรอยู่ภายในช่องว่างระหว่างวงแหวนดาวเสาร์ ดวงจันทร์เหล่านี้ได้รับการตั้งชื่อตามธรรมเนียมเดิม คือ ตามชื่อของบรรดายักษ์ไททันหรือบุคคลอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับเทพแซตเทิร์นของชาวโรมัน (หรือเทพโครนัสของกรีก)
ส่วนดวงจันทร์ที่เหลืออีก 38 ดวง ทั้งหมดมีขนาดเล็กและมีวงโคจรผิดปกติ คือ มีวงโคจรอยู่ห่างจากดาวเสาร์มากกว่า เอียงมากกว่า โดยมีทั้งไปทางเดียวกันและสวนทางกับทิศทางการหมุนรอบตัวเองของดาวเสาร์ ดวงจันทร์เหล่านี้อาจเป็นดาวเคราะห์น้อยที่ถูกแรงโน้มถ่วงของดาวเสาร์ดึงมา หรืออาจเป็นเศษซากของวัตถุขนาดใหญ่ที่เข้าใกล้ดาวเสาร์มากเกินไปจนถูกแรงน้ำขึ้นน้ำลงของดาวเสาร์ฉีกออกเป็นเสี่ยง ๆ เราแบ่งกลุ่มของพวกมันตามลักษณะวงโคจรได้เป็นกลุ่มอินูอิต กลุ่มนอร์ส และกลุ่มแกลิก แต่ละดวงตั้งชื่อตามเทพปกรณัมที่สอดคล้องกับกลุ่มที่มันสังกัดอยู่
วงแหวนของดาวเสาร์ประกอบขึ้นจากก้อนน้ำแข็งที่มีขนาดตั้งแต่ 1 เซนติเมตรไปจนถึงหลายร้อยเมตร แต่ละก้อนโคจรรอบดาวเสาร์ไปตามเส้นทางของตนเอง ดังนั้น เราจึงไม่สามารถระบุจำนวนแน่นอนของดวงจันทร์ของดาวเสาร์ได้ เนื่องจากไม่มีเส้นแบ่งประเภทชัดเจนระหว่างวัตถุขนาดเล็กจำนวนมากที่ประกอบขึ้นเป็นแถบวงแหวนกับวัตถุขนาดใหญ่ที่ได้รับการตั้งชื่อและถือเป็นดวงจันทร์แล้ว แม้เราจะค้นพบ "ดวงจันทร์เล็ก ๆ" (moonlets) อย่างน้อย 150 ดวงจากการรบกวนที่มันก่อขึ้นกับวัตถุอื่นที่อยู่ข้างเคียงภายในวงแหวน แต่นั่นเป็นตัวอย่างเพียงน้อยนิดของจำนวนประชากรทั้งหมดของวัตถุเหล่านั้นเท่านั้น
ดวงจันทร์ที่ได้รับการยืนยันแล้วจะได้รับการตั้งชื่อถาวรจากสหภาพดาราศาสตร์สากล ประกอบด้วยชื่อและลำดับที่เป็นตัวเลขโรมัน ดวงจันทร์ 9 ดวงที่ถูกค้นพบก่อนปี ค.ศ. 1900 (ซึ่งฟีบีเป็นดวงเดียวที่มีวงโคจรแบบผิดปกติ) มีหมายเลขเรียงตามระยะห่างจากดาวเสาร์ออกมา ส่วนดวงจันทร์ดวงอื่น ๆ มีหมายเลขเรียงตามลำดับที่ได้รับการตั้งชื่อถาวร อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังมีดวงจันทร์ดวงเล็ก ๆ ในกลุ่มนอร์สอีก 8 ดวงที่ไม่มีชื่อเรียกถาว